วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คนกรุงฯ เป็นเอดส์เฉียด 8 หมื่นราย เฉลี่ย เพิ่มขึ้นวันละ 6 คน

คนกรุงฯ เป็นเอดส์เฉียด 8 หมื่นราย 

เพิ่มขึ้นวันละ 6 คน


        สำรวจพบเกือบ 8 หมื่นคนในกรุงเทพเป็นเอดส์ ผู้ป่วยใหม่วันละ 6 คน เจอในกลุ่ม "ชายรักชาย" มากสุด กทม.เร่งรณรงค์ปี 63 ตั้งเป้าลดเหลือวันละ 2 คน

        เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธุ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ครั้งที่ 1/2560 จากนั้นเปิดเผยว่า โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่กทม.ได้ให้ความสำคัญติดตาม เฝ้าระวังและพยายามดำเนินการ เพื่อลดอัตราการเกิดโรคต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพแวดล้อมของเมือง สื่อต่างๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดการยั่วยุทางเพศมากยิ่งขึ้น
 
        โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอัตราความเสี่ยงของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มมากขึ้นซึ่งปัญหาดังกล่าว ล้วนเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมที่เกิดตามมาในหลายๆด้าน ดังนั้น กทม.จึงต้องพยายามสร้างความตระหนักถึงปัญหาและวางแนวทางแก้ไข ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในพื้นที่กรุงเทพฯให้ได้มากที่สุด 

        ทั้งนี้ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปี 2560 มีการสำรวจ
ผู้ติดเชื้อจำนวน 77,970 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,205 รายต่อปี ซึ่งผู้ติดเชื้อรายใหม่นั้น จะเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 6 ราย โดยในกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่จะอยู่ในกลุ่มของเด็กและเยาวชนอายุ 14-24 ปี มากที่สุด และเป็นกลุ่มชายรักชายมากถึง 68 เปอร์เซ็นต์

        นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ที่มีจำนวนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นกทม.จึงต้องเร่งการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เกิดผลสำเร็จโดยตามเป้าหมายการทำงานนั้นในปี 2563 ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกรุงเทพฯจะต้องลดจำนวนลง จาก 2,000 รายต่อปี เหลือประมาณ 900 รายต่อปี หรือ 2.4 รายต่อวันและในปี 2573 ผู้ติดเชื้อรายใหม่จะต้องลดลง เหลือแค่ไม่เกิน 500 รายต่อปี ส่วนกลุ่มผู้ติดเชื้อรายเก่า ก็จะต้องส่งเสริมให้เข้าถึงยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว 

        เนื่องจากเชื้อเอชไอวีหากไม่ได้รับยาต้านไวรัสภายใน 3-10 ปีจากการรับเชื้อ ก็จะส่งผลต่อร่างกายสู่การเป็นโรคเอดส์ในที่สุด แต่หากได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมทันเวลา ผู้ติดเชื้อก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

         อย่างไรก็ตามการบริการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี บริการยาต้านไวรัส หากเป็นประชาชนทั่วไป สามารถเข้ารับบริการดังกล่าวได้ฟรีได้ที่ศูนย์สาธารณะสุขของกทม.ทั้ง 68 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดกทม.หรือโรงพยาบาลของรัฐอื่นๆ แต่หากเป็นกลุ่มผู้ไร้สิทธิ ไม่มีบัตรประชาชน สัญชาติหรือกลุ่มแรงงานต่างด้าวนั้น การรับยาต้านไวรัสยังไม่มีบริการอย่างเต็มที่ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวก็ต้องได้รับการป้องกันดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งกทม.ได้เปิดให้บริการประชาชนกลุ่มผู้ไร้สิทธิแรงงานต่างด้าว ในการเข้ารับยาต้านไวรัสฟรี ได้ที่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 26 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ เขตธนบุรี และศูนย์บริการสาธารณสุข 28 กรุงธนบุรี เขตคลองสาน ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อบริการดูแลประชาชนกลุ่มไร้สิทธิอย่างเหมาะสมมากที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

20 ข้อแนะนำ ติดเอดส์แล้วทำไงดี


20 ข้อแนะนำ ติดเอดส์แล้วทำไงดี




เรามีวิธี ข้อปฎิบัติ ที่ดีๆ สำหรับผู้ติดเชื้อ ที่จะมานำเสนอ ให้ทุกคนนำไปปฎิบัติกัน




ไปหาหมอบ่อยๆ


เมื่อเรารู้ว่าเราได้รับเชื้อแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ หมั่นไปพบคุณหมอบ่อยๆ เพื่อเช็คอาการ เช็คค่า CD4 ว่าอยู่ในระดับไหน เสี่ยงเกินไปหรือป่าว หรือว่าปกติดี เพื่อการเตรียมตัว ในการดูแลตนเองต่อไป



อย่าหลบซ่อนตัวเอง


ผู้ติดเชื้อทุกคน สิ่งที่ไม่ควรทำเลยคือการหลีกหนีจากสังคม หรือหลบซ่อนตัวเอง เพราะมันจะไม่ดีกับจิตใจของตัวเอง และคนที่เขารักเราก็จะเป็นห่วงเราเอามากเลยนะ



พบปะพูดคุยกับผู้อื่นได้ตามปกติ


เราสามารถเข้าสังคมได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าเราอาจจะไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยที่ไม่ตั้งใจ เพราะเชื้อ HIV ไม่ได้ติดกันง่ายขนาดนั้น การติดหวัดยังติดกันง่ายกว่าอีก แต่ว่าผู้ติดเชื้อก็ควรระมัดระวังตัวเองให้ดีด้วยนะ



หาข้อมูลเกี่ยวกับโรค


เพื่อให้เรามีความรู้กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ และอยู่เป็น เพราะเชื้อ HIV เมื่อได้รับมาแล้ว ก็จะอยู่กับเราตลอดไป ดังนั้นเราจึงควรอยู่กับมันและควบคุมมัน อย่าให้มันทำร้ายเราได้



พบปะผู้ติดเชื้อรุ่นพี่


ผู้ติดเชื้อรุ่นน้องทุกคน ถ้าเป็นไปได้ควรไปศึกษาหากลุ่มที่รวมผู้ติดเชื้อไว้ด้วยกัน เพราะกลุ่มแบบนี้ จะเป็นกลุ่มคนที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะทำให้รุ่นน้องแบบคุณมีความรู้ และกำลังใจมากมาย ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว



ระวังน้ำคัดหลั่งต่างๆ


เลือด น้ำเหลือง เหงื่อ หนอง น้ำตา น้ำมูก น้ำหรือของเหลวที่ออกมาจากร่างกายทุกอย่าง ผู้ติดเชื้อควรจะระวังมากๆ เมื่อไปสัมผัส ควรทำความสำอาดทันที



ระวังสิ่งขับถ่ายต่างๆ


ระวังสิ่งขับถ่ายต่างๆ ของร่างกาย เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว ควรล้างทำความสะอาดให้ดี เพื่อสุขอนามัยของตัวผู้ติดเชื้อเอง และผู้อื่น



เมื่อสัมผัสน้ำต่างๆ ที่ออกมาจากร่างกาย 

ควรรีบทำความสะอาดทันที


ถึงจะมีปริมาณเชื้อไวรัสไม่เท่ากัน อาจจะมีมากมีน้อย ในกรณีต่างๆ ก็ไม่ควรละเลย หรือเพิกเฉย เมื่อไปสัมผัสโดน ควรรีบทำความสะอาดทันที



ใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ


อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อเอชไอวีโดยตรงทีเดีย


 ถ้วย ชาม จาน แก้ว ล้างให้สะอาด ทิ้งให้แห้ง


ถึงแม้ว่า การทานอาหารร่วมกัน จะไม่อันตรายมาก เพราะในน้ำลายมีปริมาณเชื้อไวรัสที่น้อยมาก แต่ก็ควรที่จะล้างจาน ชาม ให้สะอาด และ ทิ้งให้แห้งเสมอ


ไม่ใช้มีด กรรไกรตัดเล็บร่วมกับใคร


อุทาหรณ์สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำเล็บ เช็กให้ชัวร์ หากอุปกรณ์ไม่สะอาดอาจมีสิทธิ์ติดเชื้อ HIV ได้ ดังเช่นสาวบราซิลคนนี้ที่ติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ทำเล็บของญาติ


ใช้ถุงยางทุกครั้งที่ทำเรื่องบนเตียง


ตามที่รู้ๆกัน ควรจะใช้ถุงยางทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์


งดการบริจากเลือด


เพราะในเลือด จะมีปริมาณเชื้อไวรัสที่เยอะมาก การบริจาคเลือด จะทำให้เราแพ่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายและเร็วมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็มีการตรวจเลือดผู้มาบริจาคกันทุกคนแล้ว


งดการบริจาคอวัยวะ


การปลูกถ่ายอวัยวะ เปลี่ยนไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก, ผสมเทียม ที่ใช้อสุจิผู้อื่นที่ไม่ใช่สามี โดยไม่ตรวจเลือดเจ้าของอสุจิก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายทั้งสิ้นสำหรับผู้ติดเชื้อ


หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์


เพราะมีโอกาสที่ลูกจะได้รับเชื้อจากแม่จากหลายกรณี




พยายามไม่เข้าไกล้ผู้ป่วยโรคอื่นๆ


เพราะผู้ติดเชื้อจะมีภูมิคุ้มกันที่น้อย เสี่ยงต่าการได้รับเชื้อต่างๆง่าย


ไม่ควรเลี้ยงสัตว์


เพราะอาจจะมีการระคายเคืองหรือแพ้ และสัตว์บางชนิดก็ไม่ได้สะอาดมาก


ไม่ควรอยู่ในที่ๆสกปรก


เพราะผู้ติดเชื้อ HIV เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ ง่ายมากๆ


ไม่ควรทำความสะอาดสิ่งสกปรกมากๆ


เหตุผลเดียวกับข้อ 18


ไม่ควรยอมแพ้ต่อทุกสิ่ง


สำคัญที่สุด คือ การไม่ยอมแพ้ เพราะจะทำให้ผู้ติดเชื้อ มีเหตุผล และกำลังในการดำเนินชีวิตต่อไป






วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไวรัสโหลด (Viral load) คืออะไร BY BIM พระราม 3

ไวรัสโหลด (Viral load) คืออะไร 

             

               Viral load หมายถึง ปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งในที่นี้คือปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือดนั่นเอง 

               การมีเชื้อเอชไอวีในเลือดมากอาจมีผลให้จำนวน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่อาการของโรคจะรุนแรงขึ้น หรืออาจทำให้เกิดกลุ่มอาการโรคเอดส์ขึ้น 

               ในผู้ป่วยที่รับยาต้านไวรัสมักจะพบว่าจำนวน CD4 เพิ่มขึ้น ร่วมกับการลดลงของปริมาณไวรัส การติดตามปริมาณไวรัสจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ผลดีมาก น้อยเพียงไร 


การตรวจหาปริมาณไวรัสคืออะไร 


               การตรวจหาปริมาณไวรัส เป็นการประมาณจำนวนเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในของเหลว เช่น น้ำเหลือง เลือด ซึ่งทำได้โดยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งเรียกว่า HIV RNA 

               ผลการตรวจหาปริมาณไวรัสจะแสดงเป็น จำนวน copies ของ HIV RNA ต่อมิลลิลิตร (หมายถึงจำนวนชิ้นส่วนพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีความใกล้เคียงกับจำนวนไวรัส) ตัวอย่างเช่น ปริมาณไวรัส 200 จะเขียนเป็น 200 copies/ml อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะอธิบายผลปริมาณไวรัสโดยใช้เพียงตัวเลขเท่านั้น 

               การตรวจหาปริมาณไวรัสสามารถทำได้หลายวิธี การตรวจด้วยวิธีต่างๆจะใช้วิธีการที่ต่างกันในการหาจำนวนของเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้จะให้ผลที่เชื่อถือได้ใกล้เคียงกัน โดยแสดงผลเป็นปริมาณไวรัสต่ำ ปานกลาง หรือสูง วิธี PCR (polymerase chain reaction) เป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่นำมาใช้อย่างแพร่หลาย 

               ในปัจจุบันการตรวจแบบความไวสูง (ultra-sensitive) ได้ถูกนำมาใช้ วิธีดังกล่าวสามารถตรวจพบปริมาณไวรัสได้ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่น้อยเพียง แค่ 50 copies/ml หากผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 copies/ml มักจะเรียกเพียงแค่ undetectable ซึ่งหมายถึงไม่สามารถตรวจพบได้ โดยทั่วไปการมีผลตรวจเป็น undetectable ถือเป็นจุดหมายหลักของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 


ทำความรู้จักกับผลตรวจปริมาณไวรัส 


               ปริมาณไวรัสมากกว่า 100,000 copies/ml ถือว่ามีปริมาณไวรัสสูง ในขณะที่ผลที่ต่ำกว่า 10,000 copies/ml จะถือว่าต่ำ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส การตรวจหาปริมาณไวรัสจะได้ผลไม่ค่อยคงที่เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละครั้ง ซึ่งโดยมากผลดังกล่าวไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยแต่อย่างใด

               การวิจัยโดยการตรวจหาปริมาณไวรัสในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสพบว่าการตรวจ หาปริมาณไวรัสสองครั้งจากตัวอย่างเลือดอันเดียวกันจะให้ผลที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัสจึงไม่ต้องกังวลหากพบว่าปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 copies/ml หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นจาก 50,000 ไปเป็น 100,000 copies/ml ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดหากผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัส ถึงแม้จะดูราวกับว่าปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวก็ตาม ค่าดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตที่การตรวจวัดสามารถผิดพลาดได้ 

               แทนที่จะสนใจเพียงแค่ค่าปริมาณไวรัสจากการตรวจในแต่ละครั้ง ผู้ป่วยควรจะสังเกตแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปริมาณไวรัส ในบางครั้งช่วงเวลาที่เจาะเลือดอาจมีผลต่อการตรวจหาปริมาณไวรัส และหากผู้ป่วยกำลังไม่สบายจากการติดเชื้อใดใดก็จะมีผลทำให้ปริมาณไวรัสสูง ขึ้นก่อนที่จะลดลงอีกครั้ง การฉีดวัคซีนก็อาจมีผลต่อปริมาณไวรัสเช่นกัน 

               ผู้ป่วยควรตั้งข้อสังเกตเอาไว้หากพบว่าปริมาณไวรัสที่ตรวจมีแนวโน้มสูงขึ้น ติดต่อกันหลายเดือน หรือหากพบว่าค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ตัวอย่างเช่น การมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ไปเป็น 15,000 ไม่ถือว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด แต่หากพบว่ามีการเพิ่มขึ้นจาก 5,000ไปเป็น 25,000 แสดงว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น 


Undetectable viral load (ตรวจไม่พบปริมาณไวรัส) 


               การตรวจหาปริมาณไวรัสจะมีค่าที่ถูกเรียกว่า cut-off point (หมายถึงจุดต่ำสุดที่การวัดนั้นสามารถวัดได้) ค่าที่ต่ำกว่า cut-off point ถือว่าไม่สามารถเชื่อถือค่านั้นได้ ซึ่งอาจเรียกได้อีกอย่างว่า limit of detection (หมายถึงข้อจำกัดของการวัด) วิธีตรวจแบบ PCR จะมี limit of detection อยู่ที่ 50 copies/ml หากปริมาณไวรัสต่ำกว่านี้จะถือว่าเป็น undetectable ซึ่งหมายถึงตรวจไม่พบปริมาณไวรัสนั่นเอง 

               อย่างไรก็ตามแม้ว่าปริมาณไวรัสจะต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อ เอชไอวีหายไปจากกระแสเลือด ยังมีความเป็นไปได้ที่เชื้อเอชไอวีจะยังคงมีอยู่ในเลือดในปริมาณที่ต่ำมากๆ จนไม่สามารถตรวจวัดได้ (เนื่องมาจากข้อจำกัดของวิธีการตรวจวัด) และเนื่องจากการตรวจหาปริมาณไวรัสเป็นเพียงการตรวจหาไวรัสที่อยู่ในเลือดจึง มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณไวรัสในตำแหน่งอื่นของร่างกาย เช่นที่ต่อมน้ำเหลืองหรือสารคัดหลั่งอื่นๆอาจมีมาก พอที่จะตรวจพบได้ 


การมีปริมาณไวรัสเป็น undetectable มีผลดีอย่างไร 


               มีเหตุผลสองประการหลักคือ หนึ่ง ค่าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมา จากเชื้อเอชไอวี สอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดการดื้อยาต้านไวรัส 

               เชื้อเอชไอวีจะเกิดการดื้อยาได้ก็ต่อเมื่อเชื้อยังสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามปกติใน ขณะที่ผู้ป่วยทานยาต้านไวรัสอยู่ หากการเพิ่มจำนวนไวรัสถูกกดให้ต่ำลงมากๆ การที่จะเกิดการดื้อยาก็จะถูกชะลอออกไป หรือแม้แต่ไม่เกิดการดื้อยาขึ้นเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับยาต้านชนิดดังกล่าวยังคงให้ผลดีอยู่ 

               จากเหตุผลดังกล่าว แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อเอชไอวีจึงตั้งเป้าหมายของการรักษา ไว้ที่การทำให้ปริมาณไวรัสเป็น undetectable ให้เร็วที่สุด เช่นภายใน 24 สัปดาห์ภายหลังเริ่มให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วย 

               ผู้ป่วยบางคนอาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 ถึง 6 เดือนในการไปถึงจุดดังกล่าว ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลาแค่ 4 ถึง 12 สัปดาห์ หรืออาจเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถไปถึงจุดดังกล่าวเลย 


Viral load blips (การมีปริมาณไวรัสกระโดดสูงขึ้น) 


               ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีปริมาณไวรัสอยู่ในระดับ undetectable การตรวจในบางครั้งอาจพบว่ามีค่าสูงกว่า 50 copies/ml ไปเป็น 100 หรือ 200 copies/ml ก่อนที่จะหล่นกลับมาอยู่ที่ undetectable อีกครั้ง ปรากฎการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Viral load blips ซึ่งไม่ได้บ่งว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสล้มเหลวแต่อย่างใด โดยมากการเกิด blips มักจะเป็นผลจากความผิดพลาดในการตรวจวัดโดยห้องปฏิบัติการ 


ปริมาณไวรัสในผู้หญิง


               ผู้หญิงมักจะมีปริมาณไวรัสต่ำกว่าผู้ชายที่มีค่า CD4 ใกล้เคียงกัน ซึ่งปรากฏการณืดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อการดำเนินโรคแต่อย่างใดและ เหตุผลของปรากฏการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเป็นไปได้ว่าผู้หญิงมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่าหรือการเพิ่มจำนวนของไวรัสในผู้หญิงต่ำกว่าโดยธรร มชาติเอง 


Log viral load คืออะไร 


               ในบางครั้งปริมาณไวรัสอาจแสดงเป้นค่า log เนื่องมาจากค่าดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้ถึง 10 เท่า 

               โดยปกติค่าจะแสดงเป็น log ฐาน 10 นั่นคือ 1.0 log มีค่าเท่ากับ 10, 2.0 log มีค่าเท่ากับ 10 ยกกำลัง 2 ซึ่งก็คือ 100, 3.0 log จะเท่ากับ 1000, 4.0 log จะเท่ากับ 10000 และ 5.0 log จะเท่ากับ 100000 

               หากผู้ป่วยมีค่า 3.5 log ก็หมายความว่ามีปริมาณไวรัสมากกว่า 3.0 log ถึง 5 เท่า บางครั้งการใช้ค่า log จึงง่ายต่อการอ่านผลการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการดูเป็นจำนวน copies/ml 


สรุป 


               ไวรัสโหลด คือ จำนวนของไวรัสต่อเลือดโดยประมาณ 1 หยด เช่น ถ้าหมอบอกว่ามีไวรัส 5,000 ก็คือในเลือดเรามีไวรัสอยู่ 5,000 ตัวต่อเลือด 1 หยด ไวรัสต่ำกว่า 30,000 เรียกว่าน้อย 100,000 ขึ้นไปเรียกว่าเยอะ

               การตรวจหาไวรัสที่เขาตรวจกันก็เพื่อดูว่า CD4 เราจะตกลงเร็วแค่ไหน แบบว่าไวรัสเยอะก็ตกเร็วกว่าพวกไวรัสน้อย 


ที่มา : http://pha.narak.com/topic.php?No=15271
เขียน/เรียบเรียงโดย BIM พระราม 3
ขออนุญาตเผยแพร่เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

CD4 คืออะไร BY BIM พระราม 3

CD4 คืออะไร


               CD4 คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรค และมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค

               หากเปรียบร่างกายของเราเหมือนประเทศ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่เหมือนศูนย์บัญชาการของทหารหรือกระทรวงกลาโหม ที่คอยคุ้มกันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามารุกรานได้ และเพื่อดูแลคุ้มกันส่วนต่างๆของร่างกายได้ทั่วถึง ระบบภูมิคุ้มกันจะกระจายตัวเป็นต่อมน้ำเหลือง (lymph nodes) อยู่ตามจุดต่าง ๆ ตามรูป เหมือนค่าย ทหารเพื่อสะสมกำลังพล เมื่อต้องต่อสู้กับเชื้อโรคหรือข้าศึกที่เข้ามาในร่างกาย ค่ายทหารจะกระจายพลทหารหรือเม็ดเลือดขาวออกไปกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส สารเคมี เป็นต้น

               เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ จะเข้ายึดจับและทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 เมื่อทหารของร่างกายตายลงไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะขาดกำลังพลในการรบและพ่ายแพ้ต่อเชื้อโรคได้ง่าย

มาเรียนรู้กลไกการติดเชื้อ หรือกระบวนการก่อการร้ายของเอชไอวีกันเถอะ

               “ยึดเกาะ เจาะไข่ และสูบเลือดสูบเนื้อจากเซลล์เจ้าบ้าน” ถือเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการทำงานของเอชไอวี เนื้อหาต่อไปนี้จะแสดงกลไกการติดเชื้อทั้ง 5 ขั้นตอน การเข้าใจถึงกลไกนี้จะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของยาต้านไวรัสแต่ละประเภทด้วย

               1. เชื้อเอชไอวีเริ่มยึดเกาะเข้ากับผนัง CD4 โดยใช้หนามที่มีอยู่รอบ ๆ เซลล์แทงยึดที่เต้ารับของ CD4  จากนั้นจะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการติดเชื้อ

               2. หลังจากที่ยึดเแน่นแล้ว เยื่อหุ้มเอชไอวีจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเยื่อหุ้ม CD4 เมื่อเจาะเกราะหุ้ม CD4 ได้ เอชไอวีจะพุ่งเข้าไปในเซลล์ CD4 ทันที

               3. เมื่อเข้าเซลล์ได้ รหัสพันธุกรรมของเอชไอวี (RNA) จะพุ่งสู่ใจกลางเซลล์ CD4 และก๊อบปี้ตัวเองขึ้นมา โดยขโมยโปรตีนของเซลล์ CD4 มาใช้ในการสร้างเนื้อตัวของลูกหลานตัวใหม่ เซลล์เอชไอวีรุ่นใหม่จะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าของเก่า

               4. เมื่อได้ทุกสิ่งอย่างครบตามองค์ประกอบเดิมเอชไอวี ตัวใหม่ก็จะผุดออกมาจากเซลล์ CD4 โดยดึงเนื้อหนังมังสามาจากผนังของ CD4 มาสร้างเปลือก

               5. กองทัพเอชไอวีถูกปล่อยออกมาจาก CD4 พร้อม ๆ กันหลายตัว การแบ่งตัวแบบทวีคูณนี้ทำให้เอชไอวีสามารถรวมกันเป็นขบวนการทำร้าย CD4 เซลล์อื่น ๆ ที่ยังแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว

               หลังจากเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3-12 สัปดาห์ ร่างกายจะสังเคราะห์แอนติบอดี้ซึ่งเปรียบเหมือนตำรวจตรวจจับสิ่งแปลกปลอมออกมาเพื่อจะจับกุมเชื้อเอชไอวี แต่ก็สายไปแล้ว แอนติบอดี้ที่ร่างกายผลิตขึ้นมานี้ คือสารที่ตรวจเจอเวลาเราไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี

หลังจากโดนสูบเนื้อไปแล้ว CD4 จะเป็นอย่างไร


               CD4 ที่ถูกเอชไอวีใช้ในการแบ่งตัวจะไม่สามารถทำงานเป็นทหารได้อีกต่อไป CD4 เหล่านั้นจะหมดสภาพและถูกทำลายไป ทั้งทางตรงและทางอ้อม

               ทางตรง: CD4 ที่ติดเชื้อจะเอชไอวีถูกขโมยเนื้อเยื่อและสารประกอบไปผลิตเอชไอวีตัวใหม่ และเมื่อลูกหลานของเอชไอวีจำนวนมากผุดออกมาจากเซลล์ CD4 ตัวนั้นจะตายลง เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกทำลายอย่างหนัก หรือถ้ายังไม่ตายในทันทีก็จะหมดอายุและตายในเวลาต่อมา

               ทางอ้อม: CD4 ที่ติดเชื้ออาจตั้งโปรแกรม ทำลายตัวเอง (Apoptosis) เมื่อระบบและกลไกการทำงานของเซลถูกรบกวนจากการผลิตลูกของเอชไอวี ผู้มีเชื้อส่วนใหญ่ จะมีเซลล์ Apoptosis ในกระแสเลือดและต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากกว่าคนที่ไม่มีเชื้อ

CD4 กับโรคฉวยโอกาส By BIM พระราม 3

CD4 กับโรคฉวยโอกาส


                โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infection) หมายถึง โรคติดเชื้อที่มักไม่เกิดขึ้นในคนปกติทั่วไป แต่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ซึ่งผู้มีเชื้อจะมีระดับภูมิคุ้มกัน (CD4) ลดต่ำลงหรือเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” จึงเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
               
                ความสำคัญของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ผู้มีเชื้ออาจป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้พร้อมกันมากกว่าหนึ่งโรค และอาจเป็นโรคเดิมซ้ำได้อีกหากภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง ซึ่งการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสนี้อาจมีความรุนแรงจนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา นอกจากนี้การเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอาจทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสต้องเลื่อนเวลาออกไป เนื่องจากแพทย์อาจต้องรักษาโรคเหล่านั้นจนผู้ป่วยมีอาการทุเลา จึงจะเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้

ความความเสี่ยงในการติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆ 


                ผู้มีเชื้อแต่ละราย อาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างชนิดกัน ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ที่มีอยู่ในร่างกาย เนื่องจาก CD4 เป็นเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในร่างกาย ด้วยการไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมพวกนั้น โดยคนปกติจะมี CD4 ประมาณ 500 - 1,600 เซลล์/ลบ.มม.

การลดลงของ CD4 จะส่งผลให้ผู้มีเชื้อมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ ดังนี้

1. หาก CD4 ต่ำกว่า 350 เซลล์/ลบ.มม. จะเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราในช่องปาก วัณโรค และงูสวัด

2. หาก CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อราที่ปอดกลายเป็นโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า PCP (เป็นระยะที่เรียกว่าผู้ป่วยโรคเอดส์เต็มขั้น) นอกจากนี้อาจพบโรคติดเชื้ออื่นๆ ในข้างต้นร่วมได้ เช่น เชื้อราในช่องปาก หรือวัณโรค

3. หาก CD4 ต่ำกว่า 100 เซลล์/ลบ.มม. จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมองจากเชื้อพยาธิท๊อกซพลาสโมซิส หรือเชื้อราคริปโตคอกคัล นอกจากนี้ยังอาจพบโรคติดเชื้อเพนนิซิเลียมที่ผิวหนัง และฮิสโตพลาสมาที่ปอด

4. หาก CD4 ต่ำกว่า 50 เซลล์/ลบ.มม. จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสไซโตเมกะโลไวรัส หรือ CMV ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ยังอาจพบการติดเชื้อรุนแรงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคติดเชื้อไมโครแบคทีเรียม เอเวียม คอมเพลกซ์ (แมค_MAC) และเชื้อราในสมองคริปโตคอกคัล


วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

งานวิจัย APCO

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล*

                


งานวิจัย APCO 1 แคปซูล(600มิลลิกรัม)  สูตร ดร.พิเชรษฐ์


เลขที่ อย.51-1-20856-1-0004
ขนาดรับประทาน : 2-3 เม็ด (ก่อนอาหาร 0.5-1ชั่วโมง)     วันละ 2 หรือ 3 ครั้ง
ขนาดบรรจุ กระปุกละ 60 แคปซูล 36 กรัม

ประกอบด้วย : สารสกัดจากพืชผลไม้ธรรมชาติที่โดยทำการสกัดเอามาแต่สารที่เป็นคุณประโยชน์ และตัดทิ้งสารที่ก่อพิษในร่างกายออก มีถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง ใบบัวบก และมังคุด

GM-1-Polysaccharide Synergistic Complex ..(225 mg) ของCentella asiatica juice powderและ Mangosteen (aril) extract powder
SG-Protein Synergistic Complex (279 mg) ของBlack sesame extract,Guava fruit juice powderและ Isolated soy protein




*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล*



วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ถาม-ตอบ เราจะติดเอดส์จากทางไหนบ้าง

ถาม-ตอบ เราจะติดเอดส์จากทางไหนบ้าง


1. เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?

ตอบ. สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
         ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
         ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
         แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

2. ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ตอบ. ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

3. เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

ตอบ. เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็หงิกแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

4. เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

ตอบ. มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

5. เชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ติดต่อได้กี่ทาง?

ตอบ. โดยหลัก ๆ ก็มี 3 ทาง
1. เลือดและการถ่ายเลือด รวมทั้งใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาดมีคราบเลือดปนเปื้อนหรือมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองของคนมีเชื้อเอชไอวี
2. ทางการร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายหญิง,ชายกับชาย,โดยร่วมเพศทางช่องคลอดหรือทาง ทวารหนัก ทั้งนี้รวมทั้ง Oral sex โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอชไอวี
3. จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) ส่วนใหญ่จะติดระหว่างการคลอด และส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์และระหว่างให้ลูกดูดนมแม่


6. แบบไหนเสี่ยงมากที่สุด?

ตอบ. 1. รับเลือดครับ โดยเฉพาะรับการถ่ายเลือดทั้งขวดติดเกือบ100% แต่ปัจจุบันนี้เลือดทุกขวดได้รับการตรวจอย่างดีแล้วดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล
2. ส่วนการร่วมเพศ โอกาสติดต่อน้อยกว่าเลือดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การร่วมเพศทางทวารหนักจะมีโอกาสติดสูงกว่าทางช่องคลอดและทางปากตามลำดับ และผู้ที่เป็นฝ่ายรับก็จะมีโอกาศติดเชื้อมากกว่าผู้สอดใส่
3. ส่วนการติดจากแม่ไปสู่ลูก ถ้าแม่ไม่ไดรับยาต้านเอดส์ระหว่างตั้งครรภ์ลูกมีโอกาสติด 22% แต่ถ้ารับยาระหว่างฝากครรภ์โอกาสเหลือ 6% และถ้าไม่ได้กินนมแม่ด้วย โอกาสก็ลดลงอีก


7. สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด?

ตอบ. แม้การให้เลือดมีโอกาสติดต่อสูงมากแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด เพราะการให้เลือดไม่บ่อยและปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวีในเลือดทุกถุง แต่การมีเพศสัมพันธ์นั้นเมื่อเทียบกับการบริจาคเลือดมีแนวโน้มที่จะมีการกระทำที่บ่อยที่สุด จึงเป็นสาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด

8. นอกเหนือ 3 ทางหลักที่ติดต่อแล้วมีทางอื่นอีกไหม?

ตอบ. มีครับ แต่ก็น้อยเช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ เปลี่ยนไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก, ผสมเทียม ที่ใช้อสุจิผู้อื่นที่ไม่ใช่สามี โดยไม่ตรวจเลือดเจ้าของอสุจิก่อน, ฝังเข็ม, เจาะหู, สักยันต์, การใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน

9. ติดหรือไม่มีติด มีปัจจัยอะไรบ้าง?

ตอบ. เชื้อเอชไอวีไม่ได้ติดกันง่ายๆ อย่างที่เข้าใจกัน ขนาดไปยุ่งกับคนมีเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องติดเสมอไป มันมีปัจจัยมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ ปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV Viral Load) ถ้าสิ่งสัมผัสนั้นมีปริมาณไวรัสมาก โอกาสติดเชื้อก็มาก ถ้ามีไวรัสน้อยโอกาสติดเชื้อก็น้อย
ปริมาณไวรัสเอชไอวีเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำจากช่องคลอด, บาดแผล ผิวหน้ามีหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าผิวหนังมีรอยแตกเป็นแผลก็มีโอกาสที่ส่วนเยื่อบุต่างๆเป็นเยื่อบางๆ เช่น เยื่อบุในปาก ตา ช่องคลอด มีโอกาสเป็นรอยแผลเล็กๆได้จึงต้องระมัดระวังอย่าให้เข้าปากเข้าตา (เห็นหนังฝรั่งที่เขาใส่แว่นตาดำไหมครับ, หมอใช้ผ้าปิดปาก) แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น แผลเริม แผลริมอ่อน แผลซิฟิลิส ก็เป็นแหล่งรอรับเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน ความบ่อยในการสัมผัส ร่วมเพศกับคนที่มีเอชไอวีครั้งเดียวอาจจะไม่ติดก็ได้ หรือถูกเข็มตำครั้งเดียวก็อาจจะไม่ติดก็ได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบด้วย

10. พ่อเป็นเอดส์แต่แม่ไม่เป็น ลูกเป็นไหม?

ตอบ. ไม่เป็นครับ ลูกที่ติดเอชไอวีจะต้องติดจากแม่เท่านั้น เชื้ออสุจิจากพ่อไม่มีเชื้อเอชไอวี (ยกเว้นน้ำอสุจิ)

11. นมแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีติดลูกไหม?

ตอบ. ติดครับ เดี๋ยวนี้เขาห้ามแม่ที่มีเชื้อเอดส์ให้ลูกดูดนม แต่ให้ใช้นมผงแทน

12. อยู่บ้านเดียวกัน จะติดเชื้อเอชไอวีไหม?

ตอบ. ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ติด ถ้าเพียงแค่อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือถูกเนื้อต้องตัวตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซักเสื้อผ้าร่วมกัน แค่นี้ไม่ติดครับ

13. คู่นอนมีเชื้อเอชไอวีมีโอกาสติดเรามากแค่ไหน?

ตอบ. โอกาสรับเชื้อมีมาก คำว่ามีมากก็ไม่ได้แปลว่าต้องติดเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่การใช้ถุงยางอนามัยป้องกันก็ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อได้ นอกจากนั้นถ้าหากว่าคู่นอนที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนมีปริมาณเชื้อไวรัสต่ำโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อติดต่อไปยังคนอื่นก็น้อยลงเช่นกันครับนอกจากนั้นการคนที่จะติดเชื้อต้องมีการกระทำที่"บ่อยครั้ง" หรือ"ซ้ำซาก" และขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย และยังขึ้นอยู่กับช่องทางการมีเพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการร่วมเพศครั้งเดียวกับคนมีเชื้ออาจติดเอชไอวีก็ได้ ไม่ติดก็ได้ แบบซื้อลอตเตอรี่นั่นแหละครับ อาจถูกก็ได้ ไม่ถูกก็ได้ (แต่ติดเอดส์มีโอกาสมากกว่าถูกล็อตเตอรี่นะครับ) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่ภรรยาหรือสามีละก้อใส่ถุงยางอนามัยดีที่สุด เพราะพลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวอย่าเสี่ยงดีกว่า


14. จูบคุณคิดว่าไม่สำคัญ?

ตอบ. ก็ไม่สำคัญจริงๆแหละ ในน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อย จูบธรรมดาไม่ติดหรอกครับ มีคนคำนวณว่าปริมาณน้ำลายที่มีเชื้อพอที่จะติดต่อกัน ต้องมีอย่างน้อย 1 ขวดลิตร


15. ลงอ่างติดเอชไอวีไหม?

ตอบ. ปกติเชื้อไวรัสเอชไอวีมักใจเสาะ โดนน้ำอุ่นในอ่าง โดนสบู่จำนวนไวรัสก็ตายไปแยะแล้ว ยิ่งเจอน้ำประปาในเมืองไทยกลิ่นคลอรีนคลุ้งไปหมดเชื้อเอชไอวีก็อยู่ไม่ได้แล้ว ดังนั้นถ้าไปอาบน้ำเฉยๆ ก็สบายใจได้เลยครับ

16. ใช้ห้องน้ำร่วมกับคนมีเชื้อเอชไอวี..ติดไหม?

ตอบ. อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อเอชไอวีโดยตรงทีเดียว


17. กินอาหารกับคนมีเชื้อเอดส์ ติดไหม?

ตอบ. ไม่ติดครับ น้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ และถ้าเป็นอาหารร้อนๆยิ่งทำให้เชื้อเอชไอวีตายเร็วขึ้น แม้เชื้อเอชไอวีจะลงสู่กระเพาะก็จะโดนกรดในกระเพาะทำลายไป ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีคนติดเชื้อเอชไอวีโดยวิธีนี้ ถ้ากลัวมากใช้ช้อนกลางครับ


18. คนทำอาหารมีเลือดออก จะติดไหม?

ตอบ. เลือดที่หยดลงอาหาร ถ้าอาหารนั้นได้ผ่านการอุ่นหรือหรือทำให้ร้อน 50 องศาเซลเซียส นานกว่า 15 นาที เชื้อเอชไอวีก็ตายหมดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้อุ่นก็มีสิทธิ์ได้ (แต่ไม่มาก) ถ้าปากเรา ฟันเรา เหงือกเรา ไม่มีแผล ไม่ผุไม่อักเสบ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่


19. ในสระว่ายน้ำด้วยกัน จะติดไหม?

ตอบ. แม้จะมีเลือด น้ำเหลือง หรือน้ำอสุจิ หรือน้ำจากช่องคลอด น้ำปัสสาวะลงไปในสระ มันก็จะถูกเจือจาง ไปจนปริมาณไม่เข้มข้นพอที่จะติดต่อได้ และคลอรีนในสระก็เป็นตัวฆ่าเชื้อโรค ที่ดีอีกด้วย ไม่มีอะไรต้องห่วงครับ

20. ยุงกัด ติดไหม?

ตอบ. ยุงไม่ใช่พาหะนำเชื้อเอชไอวีได้ เหมือนยุงลายนำเชื้อไข้เลือดออก หรือยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย เชื้อเอชไอวีเองก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้นานเมื่อยุงดูดเลือดคนที่มีเชื้อเอชไอวีไปแล้วไม่นานเชื้อจะตายอยู่ในกระเพาะยุง เมื่อยุงไปกัดคนอื่นก็ไม่ติดต่อ อีกอย่างเชื้อเอชไอวีไม่สามารถแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตในกระเพาะยุงได้ จึงไม่สามารถเล็ดลอดไปสู่น้ำลายยุง จึงไม่ติดต่อ แล้วปากยุงที่เพิ่งกัดคนมีเลือดเอชไอวีบวกล่ะ ข้อนั้นไม่ต้องห่วงเพราะปากยุงมักไม่มีเลือดติดอยู่หรือ แม้จะมีก็น้อยมาก ไม่เหมือนเข็มฉีดยา ที่อาจมีเลือดติดซ่อนอยู่ได้ ดังนั้นถึงแม้จะกัดคนหลายคนก็ไม่ติดครับ เคยมีการศึกษาให้ยุงไปกัดคนที่มีเชื้อเอชไอวี หลังจากนั้น 4 ชั่วโมง

21. คนบ้าเที่ยวเอาเข็มมาไล่ทิ่มชาวบ้าน จะติดไหม?

ตอบ. ถ้าคนบ้านั้นมีเชื้อเอชไอวีใช้เข็มทิ่มแทงตัวเองมีเลือดสดๆติดอยู่ก็มีสิทธิ์ติด แต่ถ้าเข็มที่โดนเลือดมานานเป็นชั่วโมงปริมาณเชื้อก็จะตายไปแยะ โอกาสติดก็น้อยลงครับ

22. ใช้เสื้อผ้าร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์ติดไหม?

ตอบ. ไม่ติดแน่นอน ไม่ว่าเสื้อผ้านั้นจะซักหรือไม่ซักก็ตาม เพราะเหงื่อ (หรืออาจมีน้ำลายด้วย) ไม่มีปริมาณมากพอที่จะก่อโรคได้ (แม้เรามีแผลก็ตาม) ยิ่งถ้าได้ซักก่อนโดนผงซักฟอก โดนเครื่องซักผ้าหมุนติ้วอย่างนั้นก็เวียนหัวตายไปแล้วครับ

ผู้ติดเชื้อ "เอชไอวี" รายใหม่ลดลงต่อเนื่อง

ผู้ติดเชื้อ "เอชไอวี" รายใหม่ลดลงต่อเนื่อง                สถิติของกรมควบคุมโรคพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่มีแนวโน้มลดลง โดยปีน...